ปิดเมนู
หน้าแรก

ทำไมต้องปลูกถั่วดาวอินคา ?

เปิดอ่าน 1,961 views

ทำไมต้องปลูกถั่วดาวอินคา ?

ต้นถั่วดาวอินคา (Sacha inchi)ป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ ที่ทำรายได้สูงมาก ให้ผลตอบแทนต่อไร่ที่สูงกว่าพืชตัวอื่น (อยู่ที่การดูแลเอาใจใส่อย่างต่อเนื่องของผู้ปลูก) ปัจจุบันตลาดมีความต้องการอย่างมาก เพราะสามารถแปรรูปได้หลายชนิด เพราะมีสารโอเมก้า 3 6 9 ที่จำเป็นต่อร่างกายมนุษย์ ตัวอย่างการแปรรูปจากถั่วดาวอินคา เช่น อาหารเสริม นม ยา ชา กาแฟและอื่นๆ อีกหลายอย่าง และที่สำคัญ ปลูกถั่วดาวอินคาไม่เป็นอันตรายสำหรับเกษตรกรผู้ปลูก เพราะพืชชนิดนี้ปลูกแบบเกษตรอินทรีย์เท่านั้น ไม่มีเคมีและสารอันตรายอื่นๆ  ปลูกถั่วดาวอินคา เป็นการลงทุนที่ได้กำไรงาม ลงทุนครั้งเดียวเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ถึง 60 ปี โดยระยะเวลาตั้งแต่เริ่มปลูกถึงเก็บเกี่ยว ใช้เวลาสั้นคือ 6-8 เดือนเท่านั้น ในหลายประเทศ รัฐบาลได้มีการส่งเสริมให้ประชากรบริโภคผลิตภัณฑ์ที่มีสารโอเมก้า 3 6 9 เช่นเพื่อนบ้านเราอย่างประเทศจีน ซึ่งมีประชากรมากกว่า 1,300 พันล้านคน และยังไม่รวมถึงประชากรประเทศอื่นๆ อีก และพิ้นที่ในประเทศไทย ปลูกเท่าไหร่ ก็ไม่เพียงพอต่อการบริโภคในประเทศ และประเทศในโซนเอเซียคือ จีน และญี่ปุ่น และทวีปยุโรป อเมริกาและทวีปอื่นๆ รับซื้อผลิตภัณฑ์ถั่วดาวอินคาไม่จำกัด จึงเป็นโอกาสทองของเกษตรกร

เพราะฉะนั้นถั่วดาวอินคาจึงเป็นพืชที่มีอนาคตไกล ที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาดโลก และปลูกได้ในเขตอากาศร้อนชื้นที่มีอุณหภูมิ 10 – 36 องศาเท่านั้น (โซนเอเซียไม่กี่ประเทศ ที่ปลูกได้ ในโซนยุโรปและอเมริกาและโซนอื่นๆ ปัจจุบันอุณหภูมิติดลบไม่สามารถปลูกได้) จากสถิติการปลูกของเกษตรกร สามารถสร้างรายได้ถึง 30,000 – 50,000 บาท / ไร่ ในปีแรก และ 50,000-70,000 บาท / ไร่ ในปีที่ 2 และปีที่ 3 เป็นต้นไป สามารถสร้างรายได้สูงมากถึง 100,000 บาท / ไร่ / ปี โดยใน 1 ปี สามารถเก็บผลผลิตได้ 2-3 รอบ ปีที่ 2 เก็บได้ 3-4 รอบ ปีที่ 3 เป็นต้นไปเก็บได้ 4-6 รอบ

ช่องทางสร้างรายได้ของเกษตรกรจากการปลูกถั่วดาวอินคา

  • ขายฝักแห้ง (ไม่กระเทาะเปลือก) ในราคาที่ประกันไม่ต่ำกว่า 20-30 บาท/กก. กระเทาะเปลือกราคาประกันไม่ต่ำกว่า 40-60 บาท/กก. สัญญารับซื้อ 10-20 ปี ปรับราคาทุก 5 ปี

  • ขายใบสด ใบสดถั่วดาวอินคา มีสารโอเมก้า 3 6 9 ที่จำเป็นต่อร่างกายมนุษย์เรามาก สามารถนำมาสกัดเป็นเครื่องดื่มประเภทครอโรฟิลด์ (มีสารสังเคราะห์ครอโรฟิลด์ที่สูงกว่าพืชชนิดอื่น มากกว่า 200 เท่า)  ราคารับซื้อมาตรฐานทั่วไปใบสด ราคาประมาณ 10-20 บาท / กก.
  • ขายใบแห้ง ใบแห้งถั่วดาวอินคา สามารถนำมาผลิตเป็นเครื่องดื่มชา ราคารับซื้อแล้วแต่ละเขตเฉลี่ยประมาณ กิโลกรัมละ 50-100 บาท

 
  • ขายเมล็ดพันธุ์และเพาะพันธุ์ขาย นอกจากขายเมล็ดเพื่อส่งโรงงานแล้ว เกษตรกรยังสามารถคัดเลือกเมล็ดพันธุ์ที่สมบูรณ์ ขายให้ผู้สนใจนำไปเพาะปลูกต่อได้ หรือเพาะต้นพันธุ์ขาย ราคาจะอยู่เฉลี่ยต่อต้น 20-70 บาท/ต้น

 
  • ยอดอ่อนถั่วใบอินคา สามารถนำมาผัดเป็นผักบุ้งไฟแดง รับประทานได้ (มีผลดีต่อระบบขับถ่าย เสริมภูมิคุ้มกัน ชะลอความชรา)

สรุป

ปลูกถั่วดาวอินคา นอกจากรายได้ที่ยั่งยืนระยะยาวแล้ว เกษตรสามารถสร้างรายได้อีกหลายช่องทางจากต้นถั่วดาวอินคา ขายใบสด ใบแห้ง ขายเมล็ดพันธุ์ หรือแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ขายก็ได้ ถ้าเปรียบเทียบการการปลูกพืชชนิดอื่น ถั่วดาวอินคาลงทุนน้อยกว่ามาก และลงทุนครั้งเดียว หลังจากนั้นก็เก็บผลผลิตได้ตลอดทั้งปี ปีละ 4-6 ครั้ง และที่สำคัญราคาสูงกว่าพืชชนิดอื่นๆ และประกันราคาขั้นต่ำ ระยะเวลา 10-20 ปี ทำให้เกษตกรสามารถสร้างกำไรเป็นกอบเป็นกำ และสินค้ามีแนวโน้ม ราคาสูงขึ้นเรื่อยๆ เพราะเป็นที่ต้องการของตลาดโลก ผลผลิตทั้งประเทศส่งเฉพาะในอาเซียนไม่พอ เพราะฉะนั้นทางเลือกใหม่วันนี้ มาปลูกต้นถั่วดาวอินคา (ต้นเศรษฐี) กันเถอะ ทีมงานพร้อมให้คำปรึกษาวิธีการปลูกตั้งแต่เริ่มต้น จนถึงขายผลิตภัณฑ์ได้ 

ถั่วดาวอินคา พืชเศรษฐกิจใหม่ ปลูกก่อน รวยก่อน

валюта в

แสดงความคิดเห็น เกี่ยวกับเรื่อง : ทำไมต้องปลูกถั่วดาวอินคา ?