ปิดเมนู
หน้าแรก

บริจาคโลหิตทุก 3 เดือน ยิ่งให้ ยิ่งได้สุขภาพดี

เปิดอ่าน 1,529 views

บริจาคโลหิตทุก 3 เดือน ยิ่งให้ ยิ่งได้สุขภาพดี1

บริจาคโลหิตทุก 3 เดือน ยิ่งให้ ยิ่งได้สุขภาพดี

‘บริจาคโลหิตทุก 3 เดือน ยิ่งให้ ยิ่งได้สุขภาพดี’© Daily news ‘บริจาคโลหิตทุก 3 เดือน ยิ่งให้ ยิ่งได้สุขภาพดี’

หลาย ๆ คนเมื่อนึกถึงการบริจาคโลหิตแล้ว ก็จะรู้สึกกลัวหรือกังวลว่าหลังบริจาคไปแล้วจะมีผลกระทบอะไรบ้าง จึงไม่กล้าที่จะบริจาค แต่ในความจริงแล้วการบริจาคโลหิตนั้นไม่ได้น่ากลัว หรือมีผลกระทบใด ๆ ในทางตรงกันข้ามจะส่งผลดีต่อตัวของผู้บริจาค ชนิดที่เรียกว่าถ้าใครได้ไปบริจาคแล้วครั้งหนึ่ง ครั้งต่อไปจะต้องกลับมาบริจาค ซึ่งอาจเป็นเพราะได้ทราบถึงประโยชน์และข้อดีต่าง ๆ ที่จะได้รับจากการบริจาคโลหิต ส่งผลให้ปัจจุบันคนส่วนใหญ่เห็นความสำคัญของการบริจาคโลหิตเพิ่มมากขึ้น

จากสถิติ ปี 2547 มีผู้บริจาคโลหิต 279,388 ราย จนถึงปัจจุบัน มีผู้บริจาคโลหิต 375,234 ราย ซึ่งเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 34.3% หากเพิ่มความถี่ของการบริจาคโลหิตให้มากขึ้น ก็จะสามารถช่วยลดภาวะการขาดแคลนโลหิตได้

การบริจาคโลหิต ดีอย่างไร

การบริจาคโลหิต เป็นการสละโลหิตส่วนที่ร่างกายยังไม่จำเป็นต้องใช้เพื่อให้กับผู้ป่วย ซึ่งไม่เป็นอันตรายต่อผู้บริจาค เพราะร่างกายแต่ละคนจะมีปริมาณโลหิตประมาณ 17-18 แก้วน้ำ ร่างกายใช้เพียง 15-16 แก้วเท่านั้น ส่วนที่เหลือนั้นสามารถบริจาคให้ผู้อื่นได้

โลหิต 1 ยูนิต (1 ถุง) สามารถนำไปแยกเป็นส่วนประกอบโลหิตได้หลายประเภท ได้แก่ เม็ดเลือดแดง เกล็ดเลือด พลาสมา หรือน้ำเหลือง เมื่อนำไปใช้กับผู้ป่วย ร้อยละ 77 ใช้เพื่อทดแทนโลหิตที่เสียไปในภาวะต่าง ๆ เช่น ผ่าตัด อุบัติเหตุ โรคกระเพาะอาหาร คลอดบุตร เป็นต้น อีกร้อยละ 23 ใช้กับผู้ป่วยเฉพาะโรคเลือด ต้องรักษาด้วยการได้รับโลหิตต่อเนื่องตลอดชีวิต เช่น โรคโลหิตจาง เกล็ดเลือดต่ำ โรคธาลัสซีเมีย โรคฮีโมฟีเลีย เป็นต้น

บริจาคโลหิตทุก 3 เดือน ยิ่งให้ ยิ่งได้สุขภาพดี2

ข้อดีของการบริจาคโลหิตทุก 3 เดือน

การบริจาคโลหิตเป็นประจำทุก 3 เดือน จะช่วยกระตุ้นให้ไขกระดูกทำงานดีขึ้น ร่างกายจะสร้างเม็ดเลือดใหม่ ๆ ขึ้นมาทดแทน ทำให้มีเม็ดเลือดที่มีคุณภาพอยู่กระแสโลหิตตลอดเวลา ทำให้ระบบการไหลเวียนของโลหิตดีขึ้น ส่งผลให้มีผิวพรรณสดใสเปล่งปลั่ง หากไม่ได้บริจาคโลหิต ร่างกายจะขับเม็ดเลือดที่สลายตัวเพราะหมดอายุออกมาตามระบบของร่างกาย โดยเซลล์ที่อยู่ในม้าม นอกจากนี้ การบริจาคโลหิตเป็นประจำยังช่วยลดภาวะการขาดแคลนโลหิต เนื่องจากการบริจาคโลหิตที่ไม่สม่ำเสมอ ยิ่งให้ ยิ่งได้สุขภาพดี

การบริจาคโลหิตทุก 3 เดือน ผู้บริจาคโลหิต ได้รับการตรวจสุขภาพร่างกายเป็นประจำ เช่น ได้รับการตรวจวัดความดันโลหิต ความเข้มของโลหิต ได้ทราบหมู่โลหิตระบบ A B O และระบบ Rh และส่งผลดีด้านจิตใจทำให้ผู้บริจาคโลหิตมีความสุข และความภาคภูมิใจที่ได้ช่วยชีวิตผู้ป่วย

บริจาคโลหิตทุก 3 เดือน ยิ่งให้ ยิ่งได้สุขภาพดี3

ผู้ป่วยจะได้รับอะไรบ้าง

ผู้ป่วยได้รับโลหิตที่มีคุณภาพปลอดภัย มีโลหิตใช้ตลอดเวลา ช่วยต่อลมหายใจให้ผู้ป่วยได้มีชีวิตใหม่ และกลับไปอยู่กับครอบครัวอย่างมีความสุข

อย่างไรก็ตามหลังบริจาคโลหิตทุกครั้ง ผู้บริจาคโลหิตควรดูแลสุขภาพตัวเอง เพื่อให้สามารถกลับมาบริจาคโลหิตได้อย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุก 3 เดือน ด้วยการรับประทานธาตุเหล็กที่ได้รับวันละ 1 เม็ด จนหมด เพื่อป้องกันการขาดธาตุเหล็ก ควบคู่กับการรับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง อาทิ ผักโขม ผักกูด ถั่วฝักยาว เห็ดฟาง พริกหวาน ใบแมงลัก ใบกะเพรา ยอดมะกอก ยอดกระถิน รวมทั้งอาหารที่มีโฟเลตสูง อาทิ หน่อไม้ฝรั่ง ดอกกุยช่าย ตำลึง กะหล่ำดอก ถั่วเมล็ดแห้ง ส้ม และอาหารที่มีวิตามินซี อาทิ บรอกโคลี มะนาว ฝรั่ง มะขามป้อม กีวี มะละกอสุก และสตรอเบอรี่ เป็นต้น ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงในการขาดธาตุเหล็ก และทำให้ความเข้มข้นโลหิตอยู่ในระดับปกติ ควบคู่กับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ก็จะทำให้สามารถบริจาคโลหิตได้อย่างต่อเนื่องและยาวนาน

เนื่องในวันผู้บริจาคโลหิตโลก (World Blood Donor Day) ตรงกับวันที่ 14 มิถุนายน เป็นวันที่ระลึกถึงดร.คาร์ล แลนด์สไตเนอร์ (Karl Landsteiner) ชาวออสเตรีย ผู้ค้นพบหมู่โลหิตระบบเอบีโอครั้งแรก มีความสำคัญอย่างยิ่งต่องานบริการโลหิตทั่วโลก สหพันธ์สภากาชาดและสภาเสี้ยววงเดือนแดงระหว่างประเทศ (IFRC) องค์การอนามัยโลก (WHO) สหพันธ์ผู้บริจาคโลหิตระหว่างประเทศ (FIODS) และสมาคมบริการโลหิตระหว่างประเทศ (ISBT) เชิญชวนให้กาชาดทั่วโลกจัดกิจกรรมเฉลิมฉลองเพื่อเป็นวันแห่งการขอบคุณผู้บริจาคโลหิตทั่วโลก ในประเทศไทย สภากาชาดไทย จัดงานวันผู้บริจาคโลหิตโลกครั้งแรกเมื่อปี 2547 ปีนี้เป็นปีที่ 12 แล้วกำหนดจัดขึ้น ในวันอาทิตย์ที่ 14 มิถุนายน 2558 เวลา 08.00-16.00 . ณ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติSlogan คือ“Give freely, give often. Blood donation matters.” (บริจาคโลหิตทุก 3 เดือน ยิ่งให้ ยิ่งได้สุขภาพดี) เพื่อรณรงค์ให้ประชาชนตระหนักถึงบริจาคโลหิตด้วยความสมัครใจไม่หวังสิ่งตอบแทน ส่งเสริมให้มีการบริจาคโลหิตเป็นประจำทุก 3 เดือน เพื่อลดภาวะการขาดแคลนโลหิตที่เกิดขึ้นทุกปี เนื่องจากประเทศไทย ยังมีผู้บริจาคโลหิตปีละ 1 ครั้งมากถึงร้อยละ 60 แต่มีผู้บริจาคโลหิตปีละ 4 ครั้ง เพียงร้อยละ 7 เท่านั้น จึงต้องรณรงค์ให้ผู้บริจาคโลหิตเพิ่มความถี่การบริจาคโลหิต

บริจาคโลหิตทุก 3 เดือน ยิ่งให้ ยิ่งได้สุขภาพดี4

ภายในงานจัดให้มีกิจกรรมต่าง ๆ อาทิ การรับบริจาคโลหิต เซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิต, อวัยวะ และดวงตา, พิธีมอบประกาศเกียรติคุณให้แก่ผู้บริจาคโลหิตและส่วนประกอบโลหิตที่มีอายุน้อยที่สุดและบริจาคโลหิตสูงสุด (Youngest Super Donors), ชมนิทรรศการ “10 อันดับ หนุ่มอายุน้อยสุขภาพดี บริจาคโลหิตและส่วนประกอบโลหิตเกิน 100 ครั้ง”, ร่วมส่งกำลังใจให้ผู้ป่วยด้วยการเขียนข้อความบนถุงโลหิตแห่งมนุษยธรรม นำไปติดบน “ต้นไม้ให้ชีวิต”,สนุกกับกิจกรรม “แชะ แชร์ โชว์” ถ่ายภาพติดแฮชแท็ก วันผู้บริจาคโลหิตโลก โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก ลุ้นรับรางวัล, มินิคอนเสิร์ตจากศิลปิน ดาราทุกค่าย ,เกมสนุกชิงรางวัล, การจัดเลี้ยงอาหารผู้บริจาคโลหิต และเพื่อเป็นการขอบคุณผู้บริจาคโลหิต จะได้รับ “เสื้อยืดวันผู้บริจาคโลหิตโลก 2558” เป็นที่ระลึก สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 0-2256-4300

บริจาคโลหิตทุก 3 เดือน ยิ่งให้ ยิ่งได้สุขภาพดี5

บริจาคโลหิตทุก 3 เดือน ยิ่งให้ ยิ่งได้สุขภาพดี

Give freely, give often.blood donation matters.

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

© Daily news

хлебопечка купить

แสดงความคิดเห็น เกี่ยวกับเรื่อง : บริจาคโลหิตทุก 3 เดือน ยิ่งให้ ยิ่งได้สุขภาพดี