ปิดเมนู
หน้าแรก

รู้ไหม? ถึงจะ WFH และไปไหนไม่ได้ แต่การลาพักร้อนก็ยังสำคัญ!

เปิดอ่าน 2 views

รู้ไหม? ถึงจะ WFH และไปไหนไม่ได้ แต่การลาพักร้อนก็ยังสำคัญ!

Tonkit360

สนับสนุนเนื้อหา

เป็นเรื่องที่ใครหลายคนคงไม่คาดคิดมาก่อน ว่าโควิด-19 จะอยู่กับเรานานขนาดนี้ และ ณ เวลานี้ก็ยังคาดการณ์ไม่ได้ด้วยซ้ำว่าโรคระบาดที่ว่าจะอยู่กับเราไปอีกนานแค่ไหน ทำให้คนวัยทำงานหลายต่อหลายคนที่ Work from Home มานานหลายเดือน ออกอาการเบื่อเต็มทนที่ต้องอยู่แต่บ้าน และอึดอัดมากขึ้นไปอีกเพราะแทบไม่เหลือกิจกรรมอะไรใหม่ ๆ ให้ทำแก้เซ็งแล้ว อยู่บ้านนานจนเครียด อะไรที่เขาว่าแก้เบื่อได้ก็ลองทำครบทุกอย่าง ทำวนไปหลายรอบด้วย

นอกจากนี้ หลายคนน่าจะรู้สึกคล้าย ๆ กัน ตรงที่แม้ว่าเราจะทำงานที่บ้าน ไม่ต้องรีบตื่นแต่เช้ามืด ไม่ต้องเสียเวลาเดินทาง แอบอู้งานได้ตามสมควร แต่กลับรู้สึกเหนื่อยไม่ต่างจากทำงานที่ออฟฟิศ เผลอ ๆ รู้สึกเหนื่อยกว่าไปทำงานที่ออฟฟิศด้วยซ้ำ นั่นเป็นเพราะการทำงานที่บ้านทำให้การกำหนดขอบเขตระหว่างเวลางานกับเวลาส่วนตัวนั้นยากขึ้น ซึ่งส่งผลให้เราต้องทำงานนานขึ้น เนื่องจากไม่ต้องเสียเวลาเดินทางหรือแวะเถลไถลระหว่างกลับบ้าน บางคนก็รู้สึกว่ายังต้องทำงานต่อแม้ว่าจะเป็นวันหยุดหรือนอกเวลาทำงานแล้ว

นั่นหมายความว่าการทำงานที่บ้าน อาจทำให้หลายต่อหลายคนรู้สึกว่าตนเองมีเวลาหยุดพักน้อยลง เหมือนวันหยุดไม่มีอยู่จริง! ถ้าคุณเองก็เป็นคนหนึ่งที่รู้สึกเช่นนั้น นี่คงถึงเวลาที่คุณควรจะหยุดพักบ้างเสียที ถึงกระนั้น การพักผ่อนที่ว่าก็อาจจะต้องวางแผนมากกว่าเดิม ตรงที่เราถูกกักบริเวณในพื้นที่จำกัดมากกว่าปกติ และตัดขาดจากโลกภายนอกไปนานพอสมควร เช่น ไปดูหนัง เล่นกีฬา หรือไปงานปาร์ตี้วันเกิดเพื่อน

วิธีเดียวที่น่าจะทำให้คุณได้วันหยุดพักผ่อนจากการทำงานแบบจริงจังก็คือ “การลาพักร้อน” ใช่แล้ว! ลาพักร้อนทั้งที่ไปเที่ยวไหนไม่ได้นี่ล่ะ แต่คุณสามารถวางแผนทำกิจกรรมที่อยากทำได้ขณะอยู่บ้าน แล้วเก็บสิ่งที่เรียกว่า “งาน” ซ่อนไว้ก่อน การลาพักร้อนสามารถปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานได้ ลาไปพักเพื่อชาร์จพลังให้กับตนเอง คุณจะได้อยู่ห่างจากงานที่คุณรู้สึกว่ากินเวลาชีวิตของคุณมากเกินไปชั่วคราว ได้พักสมอง ได้คลายความเครียด ซึ่งเมื่อคุณรู้สึกดีขึ้น คุณก็จะกลับมาทำงานได้ดีขึ้นนั่นเอง

6 เหตุผลที่คุณจำเป็นต้องขอลาพักร้อนทั้งที่ WFH และออกไปไหนไม่ได้

เกือบ 2 ปีแล้วที่เราใช้ชีวิตอย่างยากลำบากท่ามกลางสถานการณ์โรคระบาด ลำพังแค่การเสพข่าวสารต่าง ๆ ในแต่ละวันก็เครียดพอแล้ว ยังซ้ำด้วยการ WFH จนรู้สึกเหมือนไม่มีเวลาหยุดพัก (เพราะเจ้านายจำนวนไม่น้อยคิดว่าคุณได้ทำงานสบาย ๆ อยู่บ้าน แอบอู้ได้ตามใจชอบ ไม่จำเป็นต้องหยุดพักอะไรมากมาย) แถมยังออกไปไหนไม่ได้อีก จะไม่เครียดได้อย่างไร คนทำงานควรจะมีช่วงเวลาที่ได้หยุดพักจากการทำงานแบบจริง ๆ บ้าง เพื่อจะได้มีเวลาว่าง (จริง ๆ) ชาร์จพลังให้สดชื่น ฉะนั้น ต่อให้คุณจะทำงานอยู่บ้าน และไม่ได้ไปไหน คุณก็ยังมีสิทธิ์ที่จะลาพักร้อนอยู่นะ

1. เพื่อที่จะได้หยุดทำงานบ้างไงล่ะ!

ถึงจะเป็นการ WFH และวันเสาร์-อาทิตย์คือวันหยุดของคุณ แต่คุณเคยได้หยุดพักการทำงานแบบพักจริง ๆ บ้างหรือไม่ ถ้าคำตอบคือไม่! ก็เท่ากับว่าคุณทำงานอยู่ตลอดเวลาแบบไม่รู้ตัวโดยไม่มีวันหยุดเลย หากเป็นแบบนี้ไปนาน ๆ คุณจะรู้สึกว่าวันหยุด 2 วันช่วงสุดสัปดาห์ ไม่พอจะทำให้คุณหายเหนื่อยเลยแม้แต่น้อย เพราะคุณไม่ได้หยุดเอาชีวิตไปเกี่ยวข้องกับงานเลยแม้แต่วันเดียว

หากคุณเลือกที่จะขอลาพักร้อน คุณจะได้วันหยุดที่ยาวนานกว่า 2 วัน แถมช่วงเวลานั้นคุณก็วางแผนได้ว่าจะทำอย่างไรให้ตัวเองได้พักผ่อนจริงจัง เพื่อชาร์จพลังให้สดชื่น กระปรี้กระเปร่า ฉะนั้น ลองไปเช็กดูว่าคุณมีสิทธิ์ลาพักร้อนกี่วันในปีนี้ เพราะถึงเวลาที่คุณจะใช้สิทธิ์วันลาแล้ว! พิจารณาช่วงวันลาให้ดี หากคุณลาช่วงที่ติดกับวันหยุดสุดสัปดาห์หรือช่วงวันหยุดนักขัตฤกษ์ คุณก็จะได้เวลาพักผ่อนนานขึ้น เป็นประโยชน์ต่อตัวคุณเอง

2. เพื่อที่จะได้ลาออก (ชั่วคราว) จากตำแหน่ง “คนรักงาน”

สาเหตุหลัก 2 ประการ ที่ทำให้หลายคนไม่ยอมใช้สิทธิ์ขอลาพักร้อน คือ กลัวว่าจะต้องกลับมาทำงานกองพะเนิน ซึ่งงานเหล่านั้นก็เป็นงานที่ไม่มีใครทำแทนได้ มันเลยสุมกองรวมกันในช่วงที่ตนเองไม่อยู่ และกลัวว่าการขอหยุดงานในช่วงเวลาแบบนี้ อาจดูเหมือนว่าตนเองไม่ได้ทุ่มเทให้กับงานมากพอ ทำงานอยู่บ้านก็สบายอยู่แล้วยังจะขอลาพักร้อนอีก จนในที่สุดก็ได้หยุดยาว (เพราะโดนไล่ออก) ในช่วงที่เศรษฐกิจก็ไม่ดีแบบนี้

แต่คุณสามารถบรรเทาความกังวลเหล่านั้นได้หากวางแผนอย่างรัดกุม ก่อนถึงวันลา เคลียร์งานเก่าให้เสร็จ ช่วงที่คุณไม่อยู่ งานที่ทำล่วงหน้าได้ก็ค่อย ๆ ทยอยทำเท่าที่ทำได้ จะได้ไม่เหนื่อยและกดดันตัวเองมากเกินไป งานไหนที่ทำล่วงหน้าไม่ได้ ให้จัดลำดับความสำคัญของงาน งานไหนที่ต้องทำทันทีหลังจากสิ้นสุดการลา แล้วกำหนดตารางในการตามงานไว้ วิธีนี้จะช่วยให้คุณกลับมาทำงานได้ทัน เครียดน้อยลง และยังแสดงให้เห็นว่าคุณเป็นพนักงานที่ทุ่มเทให้กับการทำงาน

แต่ถ้าหากมีงานที่ต้องทำต่อเนื่องในขณะที่คุณไม่อยู่ ลองขอความช่วยเหลือจากเพื่อนร่วมงานให้ทำงานแทนคุณในช่วงเวลานั้น โดยที่คุณก็จะทำงานแทนพวกเขาเหมือนกันเมื่อพวกเขาลาพักร้อน

3. เพื่อที่จะได้มีวันหยุดจริง ๆ จัง ๆ กับเขาบ้าง

อย่างที่คุณรู้สึกว่าวันหยุดสุดสัปดาห์ของคุณนั้นมันไม่มีอยู่จริง แต่ถ้าคุณพิจารณาจะขอลาพักร้อน นี่คือเวลาที่คุณจะได้มีวันหยุดจริง ๆ กับเขาบ้าง แต่คุณอาจต้องเหนื่อยทำงานอย่างหนักเพื่อสะสางงานที่ค้างอยู่ให้เสร็จก่อนที่คุณจะลาหยุด จะได้ไม่มีใครต้องมาเดือดร้อนกับงานที่คุณทิ้งไว้ แถมยังดูมีความรับผิดชอบด้วย แต่ดู ๆ แล้วก็คุ้มที่จะเลือกเหนื่อยก่อนพัก ถ้าการพักที่ว่าคือได้พักจริง ๆ ไม่มีเรื่องงานเข้ามาเกี่ยวให้ปวดหัวเลยแม้แต่นิดเดียว

แปลว่าถ้าคุณอยากได้หยุดงานแบบจริงจังจริง ๆ เงื่อนไขเดียวที่คุณต้องทำคือ เก็บเรื่องงานให้พ้นตัวเองชั่วคราว แจ้งให้ผู้ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับคุณทุกคนทราบว่าช่วงนั้นคุณขอลา ฉะนั้น อย่าได้คาดหวังว่าคุณจะติดต่องานกับพวกเขาในช่วงนั้น หากมีเรื่องเร่งด่วน ให้ติดต่อบุคคลที่เกี่ยวข้องแทน จากนั้นคุณเองก็ควรปิดการแจ้งเตือนจากกลุ่มคุยงานต่าง ๆ ลงชื่อออกจากแพลตฟอร์มออนไลน์ของบริษัทที่คุณเป็นผู้ดูแล (แต่ต้องมีคนดูแลแทน) ชั่วคราว เก็บเรื่องงานให้พ้นตัวไปก่อน แล้วหันมาใช้เวลาพักร้อนของคุณให้คุ้มค่าที่สุด

4. เพื่อที่จะได้หยุดรับรู้/ติดต่อเรื่องงาน

ความรู้สึกจะคล้าย ๆ กับเวลาที่คุณจิตตกเพราะเสพดราม่าในโซเชียลมีเดียมากเกินไปนั่นแหละ การที่คุณต้องทำงานชนิดที่ว่าวันหยุดไม่มีอยู่จริง ไม่ต้องถึงขั้นนั่งทำงาน แค่คุณต้องรับรู้เรื่องงานจากกลุ่มแชตคุยงานต่าง ๆ ก็ทำให้เสียสุขภาพจิตโดยไม่รู้ตัว เสาร์-อาทิตย์ยังมีเรื่องงานตามติดเป็นเงา ดึกดื่นเที่ยงคืนก็ยังต้องลุกมาอ่านแชตสั่งงานอีก เข้าใจว่าบางกรณีอาจเป็นเหตุสุดวิสัยจริง ๆ แต่ก็มีไม่น้อยที่เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นเป็นปกติ แบบนี้ใครจะรับมือได้ไหวตลอดไป

ในช่วงที่คุณรู้สึกว่าสุขภาพจิตแย่ วิตกกังวล หดหู่ เพราะเสพข่าวสารด้านลบ ๆ มากเกินไป คุณยังต้องหาวิธีจำกัดการเสพข่าวสารเพื่อเยียวยาจิตใจเลย เช่นเดียวกัน หากคุณลาพักร้อน คุณสามารถปฏิเสธที่จะรับรู้เรื่องงานได้ แต่คุณต้องแน่ใจว่าก่อนหน้านี้เคลียร์งานจบหมดแล้ว ดังนั้น ช่วงที่คุณลางาน คุณขอที่จะไม่รับรู้งานใหม่อย่างเด็ดขาด จนกว่าจะกลับไปทำงานตามปกติ นี่แหละคือการได้หยุดพักผ่อนอย่างแท้จริง

โดยคุณควรจำกัดเวลาในการใช้โทรศัพท์หรือคอมพิวเตอร์ในช่วงระหว่างลาพักร้อน ถ้าคุณต้องการให้วันหยุดครั้งนี้คือวันหยุดจริง ๆ คุณต้องไม่ทำอะไรเหมือนตอนทำงาน แต่น่าเสียดายที่บางคนกลับจ้องหน้าจอทั้งวันอยู่เหมือนเดิม!

5. เพื่อที่จะได้เว้นวรรคการใช้ชีวิตแบบปกติธรรมดาที่เป็นอยู่ทุกวัน

การที่เราใช้ชีวิตเป็นปกติธรรมดาทุกวัน แบบที่ตื่นมาทำกิจวัตรประจำวันจากนั้นก็นั่งทำงาน แล้วก็ไม่สามารถออกไปเปิดหูเปิดตาที่ไหนได้อีก ทำให้คุณรู้สึกอ่อนเพลีย เหนื่อยล้า และไม่สดชื่นอย่างแรง! เพราะมันน่าเบื่อที่ต้องใช้ชีวิตแบบเดิมทุกวัน ไม่มีอะไรที่ตื่นเต้นเร้าใจเลย ดังนั้น การลาพักร้อนจึงเป็นทางออกที่ดีทีเดียว คุณจะได้มีเวลาพักจากชีวิตเดิม ๆ ที่เป็นอยู่ทุกวันบ้าง อันที่จริง แค่คุณได้วางแผนว่าคุณจะทำอะไรดีช่วงหยุดพักร้อนก็มีความสุขได้แล้วนะ เนื่องจากที่ผ่านมา คุณห่างจากการวางแผนพักผ่อนมานานมากแล้ว (ก็ไปไหนไม่ได้นี่นา)

การลาพักร้อน คือ การให้สมองได้เลิกทำงานและพักจากความกดดันที่มีอย่างต่อเนื่อง ถ้าลาพักร้อน คุณต้องหากิจกรรมที่ทำแล้ว “รู้สึกดี” หนีชีวิตแบบปกติเดิม ๆ ให้ไกลที่สุด เพราะช่วงที่ผ่านมาคุณไม่ได้ไปไหนเลย บางคนเจอหน้าคนในครอบครัวตลอด 24 ชั่วโมงทุกวันจนรู้สึกเครียด รู้สึกไม่มีชีวิตส่วนตัว ทำให้บางทีคุณอาจอยากมีเวลาอยู่คนเดียวบ้าง หากตั้งใจจะลาพักร้อน ให้เริ่มวางแผนเลยว่าจะใช้วันลาทำอะไรดี เอาที่มันสนุก ๆ แบบที่ไม่เคยทำมาก่อน

6. เพื่อที่จะได้หาทำกิจกรรมใหม่ ๆ ที่ไม่เคยทำมาก่อน

ปกติแล้วมนุษย์มักจะกระหายใคร่รู้เกี่ยวกับสิ่งใหม่ ๆ ที่ตนเองไม่เคยทำ และจะรู้สึกตื่นเต้นมากเมื่อได้ลองทำสิ่งใหม่ เพราะเป็นเรื่องธรรมดาที่คนเราจะเบื่อกับอะไรก็ตามที่ต้องทำซ้ำซากจำเจอยู่ทุกวัน ซึ่งการทำงานก็เป็นหนึ่งในกิจกรรมที่คุณทำซ้ำ ๆ เดิม ๆ ติดต่อกันทุกวัน ฉะนั้น ลองหาวิธีชาร์จพลังด้วยการหาทำกิจกรรมใหม่ ๆ ที่สร้างสรรค์ แบบที่คุณเองก็ไม่เคยทำมาก่อน จะช่วยให้คุณรู้สึกดีขึ้น และได้พักผ่อนอย่างแท้จริง ซึ่งจะเป็นกิจกรรมที่ทำคนเดียวหรือที่ทำร่วมกับเพื่อน ๆ (แบบออนไลน์) ก็ได้ อย่าลืมรักษาระยะห่างระหว่างกัน

แสดงความคิดเห็น เกี่ยวกับเรื่อง : รู้ไหม? ถึงจะ WFH และไปไหนไม่ได้ แต่การลาพักร้อนก็ยังสำคัญ!