ปิดเมนู
หน้าแรก

ฐิตวินน์ คำเจริญ ครูโยคะบอกว่าโยคะไม่ทำร้ายใคร

เปิดอ่าน 320 views

ฐิตวินน์ คำเจริญ ครูโยคะบอกว่าโยคะไม่ทำร้ายใคร

ดีเจเพลงคลื่นดังขวัญใจเด็กแนว แฟ็ตเรดิโอ วีเจช่องแชนนอลวีไทยแลนด์ในยุคแรก พิธีกรรายเพลงและวาไรตี้วัยรุ่นทางทีวีหลายช่อง จนถึงนักแสดงละครเวทีสมัครเล่น (อาทิ -รักนายเท่าฟ้า (เหิรมาหานะครัช) และนักเขียน ปัจจุบันนอกจากงานในสายสื่อสารมวลชน-บันเทิงแล้ว ปาล์ม-ฐิตวินน์ คำเจริญ ได้เริ่มงานใหม่แหวกแนวเดิม ขยับสถานะจาก ผู้เล่น มาเป็นครูสอนโยคะและหุ้นส่วนใน Yoga Space กลางย่านราชประสงค์

ประสบการณ์ที่ ปาล์ม บอกว่า เรียนมาแบบ “ท่ายาก” บาดเจ็บ อกหักเล็กๆ กับการเล่นโยคะ จนกระทั่งได้เรียนรู้จักร่างกายตัวเอง และพร้อมที่จะแบ่งปันให้กับคนอื่นๆ ในบทบาทของการเป็นผู้สอน

@เริ่มเข้าสู่วงการโยคะตั้งแต่เมื่อไร?

ตั้งแต่ 2005-2006 ครับ ก่อนหน้านั้นแค่อยากฝึกตามเซเลบคนดังอย่าง Madonna เพราะเราเป็นคนทำสื่อและติดตามข่าวตามสื่อคนดังในวงการเพลงต่างๆ ก็เลยรู้สึกว่าน่าสนใจ แต่ตอนนั้นงานเยอะไม่ค่อยมีเวลา แล้วก็มีเพื่อนแนะนำสตูดิโอโยคะใกล้บ้าน เราก็ฝึกเล่นมาเรื่อยๆ นับได้ 7-8 แล้วนะ เริ่มต้นก็เล่นโยคะร้อนก่อนเลย เพราะเพื่อนแนะนำว่า ลองเล่นนี่ก่อนสิ และเป็นชุดท่าที่ fix ซึ่งเขาเรียกว่า fix series คือพอเข้าคลาสจะมีท่า 1-2-3-4-5-6-7-8 ไปจนถึง 30 และเป็นท่าที่ค่อนข้างนิ่ง มันก็จะเบสิคสำหรับคนไม่เคยฝึกเลย แต่แรกๆ ก็รู้สึกนะว่า โยคะร้อน มันร้อนเนอะ แต่ผลคือน้ำหนักลดเร็วมาก เป็นการออกกำลังที่ได้เหงื่อมากเท่าที่เคยเล่นมา

@เห็นผลเร็ว คือเล่นไปกี่วันกี่เดือน?

ประมาณอาทิตย์เดียวก็เห็นแล้วครับ น้ำหนักเริ่มลงละ แล้วก็ขยับ level มาเรื่อยๆ จากโยคะร้อนประมาณ 3 เดือนก็มาเล่นโยคะในห้องปกติ โฟล์ว (flow) ห้องอุณหภูมิปกติ และมีพาร์ทที่เป็น flow คือมีการเคลื่อนไหวมากขึ้น ต่อด้วยโยคะที่มีหัตถะวิญญาสะ และมีคลาสโฟกัส เริ่มทำท่าต่างๆ โน่นนี่นั่นได้

@ เล่นกี่ปีถึงเป็นครูสอนโยคะได้?

ประมาณ 7 ปีครับ แต่จริงๆ มันขึ้นอยู่กับแต่ละคน ว่าพร้อมจะไปฝึกเพื่อการเป็นครูตอนไหน ปาล์มเคยไปฝึกมาก่อนหน้านี้แล้วบาดเจ็บ เมื่อสักสองปีก่อน แล้วต้องพักไปประมาณ 3 เดือน เหตุที่บาดเจ็บเพราะฝึกหนักเกินไป ฝืนตัวเองทำท่ายากโดยไม่เข้าใจร่างกายต้องการอะไร สิ่งที่ต้องการตอนนั้นคือ ยืนด้วยหัวได้ อยากทำท่ายาก ที่ดูพิเศษกว่าคนอื่น จนบาดเจ็บที่หลัง หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท

ตอนแรกคิดว่าจะฝึกไม่ได้อีกแล้ว แต่พอพักสามเดือนกลับมาก็ทำได้ ก็เริ่มต้นใหม่ เข้าโยคะร้อนก่อน และคราวนี้เริ่มเข้าใจร่างกายตัวเองมากขึ้น ไม่ใช่เอะอะก็อยากทำท่าพับตัว พอรู้จักร่างกายตัวเองมากขึ้น ในช่วงปีที่สามของการเล่นโยคะ ก็พบว่าตัวเองช้าลง เราเริ่มอ่านหนังสือมากขึ้นว่า โยคะจริงๆ คืออะไร เพราะเราเองก็ failed ที่มันทำให้เราบาดเจ็บ

@ ช่วงการฟื้นฟูร่างกายทำอะไรบ้าง รักษาด้วยยา?

ไม่ใช้ยา(แผนปัจจุบัน)เลย ใช้แค่ยานวด ไม่มีฉีดยา ไม่มีผ่าตัดและก็ใช้กายภาพบำบัดจัดกระดูก ตอนแรกไปหาหมอแผนปัจจุบันก็แนะนำให้ผ่าตัดเหมือนกัน แต่แล้วเราไปเจอกับหมอกายภาพบำบัด ก็เลยลองดู ส่วนการตัดสินใจคิดว่าการผ่าตัดฉีดยามันแพงกว่าการทำกายภาพบำบัดมาก เราเลยคิดว่าลองอันนี้ก่อนไหม เลือกแบบที่จ่ายได้และสบายใจ ถือเป็นความโชคดีด้วยที่ยังพอว่ายน้ำได้ นอนได้ แต่บางคนเป็นแล้วนอนหงายไม่ได้ เดินไม่ได้เลยนะ แต่เราเป็นแบบเจ็บหลัง รู้สึกชา ร้าวลงไปที่ขา หมอก็บอกคุณแข็งแรงมากที่ยังใช้ชีวิตประจำวันได้

@ รักษาหายแล้วกลับมาฝึกโยคะต่อ?

ใช่ แต่คราวนี้มาฝึกเข้าปี 3-4-5-6 ช้าลงและทำความเข้าใจมากขึ้น ตั้งคำถามกับตัวเองว่ามาฝึกทำไม มันเหมือนการค่อยๆ เรียนรู้และสนุกกับมัน มากกว่าจะเป็นแบบก้าวกระโดด แล้วครูคงเห็นเราเป็นคนตั้งใจฝึกมั้งก็มาถามว่าสนใจจะเรียนเป็นครูโยคะไหม จริงๆ ครูถามตั้งแต่ก่อนบาดเจ็บแล้ว ตอนนั้นไม่เอา ไม่คิดเป็นครู ต้องพูดวันละกี่ชั่วโมงจะเอาอะไรมาสอน จะน่าเบื่อไหม แต่พอเข้าปีที่ 7 ของการฝึก ครูก็มาชวนอีก คราวนี้ได้เรียนรู้จากการบาดเจ็บว่าไม่เคยมีครูโยคะคนไหนสอนให้ระวังการบาดเจ็บ ก็เลยรู้สึกว่าเราสามารถแชร์ประสบการณ์นี้ได้ ก็เลยไปเรียนครูโยคะ ทั้งที่ตอนนั้นทำท่าอะไรได้ไม่มาก เพราะหลังบาดเจ็บจะเล่นแบบเซฟตัวเอง

@ ครูโยคะต้องเรียนกี่คอร์ส?

ก็ประมาณสามเดือน เราควรจะดูว่าชอบครูคนไหน ก็ไปเรียนกับครูพิมที่เปิดคลาสสอน แรกๆ มันต้องซีเรียสนะ เพราะต้องรับผิดชอบชีวิตนักเรียน ต้องรู้ว่าการจะเหยียด ยืด ก้าว ใช้ร่างกายเขาน่ะ เขามีโอกาสบาดเจ็บได้ทุกเมื่อ และแต่ละคนมีร่างกายไม่เหมือนกัน เราต้องไกด์เขา นักเรียนแตกต่างกัน คนที่ผ่าหลัง คนที่เป็นประจำเดือนมาฝึกก็ต้องทำท่าต่างกัน บางคนเจ็บข้อเท้า มือพัง เราต้องแคร์มากขึ้นกับมนุษย์ทุกคนที่มาเป็นนักเรียนเรา แต่ถ้าเกิดจะมาคอหัก หัวใจวายในคลาสเรา หรือใครป่วยมาฝึก เราก็ไม่รู้เขานะ

@ จึงต้องทำความรู้จักนักเรียนในคลาสก่อน?

ก็ควรจะนะ ควรจะถามว่าทำงานอะไร เคยฝึกโยคะมาก่อนไหม เคยบาดเจ็บหรือเปล่า ถ้ามีเวลาก็ควรจะทำ อาจจะไม่ได้ทำทุกคน

@ ในช่วงที่เป็นครูสอนโยคะ มีปัญหาอะไรที่ต้องแก้บ้าง?

ก็ไม่ค่อยมีปัญหานะ มีแต่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ เช่น ที่สตูดิโอจะไม่อนุญาตให้นำโทรศัพท์เข้ามาให้ห้องเรียน เพราะถือว่ามัน distract พอสมควรนะ เคยมีที่อื่นให้เอาโทรศัพท์เข้าไปด้วย มีนักเรียนที่ทำท่าพับตัวลง เขาก็ก้มลงไปกดโทรศัพท์เล่นด้วย ซึ่งโชคดีเรายังไม่เคยเจอแบบนั้น แล้วก็มีคนเพี้ยนๆ บ้าง เช่น พูดคนเดียวในห้องเหมือนมีเพื่อนในจินตนาการ มีครั้งหนึ่งที่เราเอ็ดเขา เขาก็ไม่เข้าคลาสของเราอีกเลย หรือมีเคสที่เขาได้ยินเสียงนักเรียนในคลาสคนอื่นไอค่อกแค่ก เขาก็ไอตาม ทำแบบนั้นสองสามครั้งแล้วก็หันไปเอ็ดเพื่อนว่า ไม่สบายก็อย่ามาเรียนสิ หรือได้ยินเสียงฮัดชิ้ว เขาก็ลุกหนีสะบัดหนี เราก็บอกให้ไปอยู่ห่างๆ คนอื่น

@ บรรยากาศในคลาสมีผลต่อการฝึกมากไหม?

หน้าที่ของครูโยคะ นอกจากจะสอนท่าต่างๆ แล้วต้องสร้างบรรยากาศให้น่าเรียนด้วย สร้างพลังงานบวก พลังงานกลุ่มดี เพื่อให้นักเรียนออกไปจากห้องด้วยความรู้สึกฟินาเล่ สบายตัว อยากกลับมาฝึกอีก

@ ในการสอนโยคะ มีกระบวนการที่ต้องสร้างพลังงานเชิงบวกอยู่แล้วหรือเปล่า?

นี่คือข้อแตกต่างของการเรียนในแต่ละที่ ซึ่งที่ปาล์มเรียนจากครูพิม (ที่ Yoga Space Bangkok) ก็มีกระบวนการนั้นด้วย แต่จะมีวิธีการยังไงอันนี้เป็นความลับนิดหนึ่ง สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ เราต้องรู้จักนักเรียน ไม่ใช่แค่เตรียมท่ามาสอนอย่างเดียว แต่ต้องแอบส่อง คุยได้เข้าไปคุย คนนี้เจ็บคอ เป็นอะไรมา คนนี้สะโพกไม่ค่อยเปิดต้องเข้าไปแนะนำวิธีแก้ ค่อนข้างให้ความสำคัญ

มันมีคำหนึ่งที่ไม่ควรจะเกิดในแวดวงโยคะคือคำว่า ego ผมเองก็เคยเป็นตอนฝึกสองปีแรก อีโก้มาเลย ฉันจ่ายเงินแล้วจะต้องทำท่าให้ได้ แต่พอหลังจากบาดเจ็บ เราต้องมาสลายอีโก้ บางวันมันเป็นธรรมชาติ แต่บางวันก็อีโก้มาอีกแล้ว ส่วนนักเรียนเราคงไม่สามารถสลายอีโก้ให้ได้ แต่เราจะให้บรรยากาศกับกระบวนการมันสลายอีโก้เขาได้เอง สิ่งที่พยายามบอกนักเรียนคือ การฝึกโยคะไม่ใช่การทำท่ายากๆ ได้แล้วก็ถ่ายรูปไปโชว์ แต่ขึ้นอยู่กับแต่ละคนรู้จักร่างกายตัวเองและจิตใจตัวเองขนาดไหน เราจะไปถึงระดับที่สูงส่งได้ก็จะเริ่มจากสมาธิ และพาจิตวิญญาณเราลอยขึ้นไปบนที่สูง

สุดท้ายมันไกลถึงไม่เกิดแก่เจ็บตายอีก ซึ่งไม่ใช่ทำท่าเตะขาสูงกดเอทีเอ็มและถ่ายรูปได้ เพราะโยคะเป็นศาสตร์มาจากอินเดีย มีเป้าหมายสูงสุดคือนิพพาน แต่เราเอาใช้เพื่อออกกำลังกายและจะได้มากกว่านั้นถ้าจะสลายอีโก้ไปด้วย และฝึกแล้วก็จะเป็นเรื่อง spiritual ด้วย เราก็ keep ตรงนี้ไว้

@ คุณฝึกอย่างอื่น เช่น บวช ปฏิบัติธรรม สมาธิ ด้วยไหม?

จริงๆ ทุกอย่างที่เกี่ยว มันต้องไม่หยุดหย่อน เริ่มจากการฝึกโยคะบ่อยๆ และต้องเพิ่มพูนความรู้ ไปเรียนคลาสอื่นๆ ด้วย เช่น สอนเสร็จตอน 5 โมงครึ่งก็ไปเรียนต่อในคลาสของครูอื่นๆ มีเวิร์คชอปก็ไปทำ หรืออ่านข้อมูลเพิ่มเติมว่าโลกโยคะไปถึงไหนกันแล้ว และอีกอย่างคือ ออกกำลังที่จะเพิ่มความแข็งแรงของร่างกาย จะไปว่ายน้ำ หรือเล่นพิลาตีส โน่นนี่นั่น ถ้าอะไรที่ทำให้ตัวเองสุขภาพดี อาหารการกิน ทุกอย่าง และสิ่งที่จรรโลงจิตใจก็ไม่พร่องนะ สำหรับปาล์มยังไงก็ไม่ทิ้งเรื่องจรรโลงใจ บันเทิงใจ แต่เมื่อคิดจะยึดอาชีพสอนก็ต้องฝึกฝน และก็ต้องมีแรงบันดาลใจ มีบางคนไปปฏิบัติธรรม แต่ตัวเองยังไม่ได้ไปถึงจุดนั้นนะ เราเน้นความบันเทิงที่ชอบ ฟังเพลงดูหนัง ดูคอนเสิร์ตวงที่ชอบ ไปเที่ยวนอกสถานที่และกินอาหารดีๆ ทั้งหมดนี้รวมกัน

@ คิดว่าโยคะมีประโยชน์ต่อคนบันเทิงในด้านรูปร่างบุคลิกหรืออะไร?

ตอบจากตัวเองนะว่า การมาเล่นโยคะทำให้เราช้าลง จากจังหวะชีวิต (ในงานบันเทิง) ค่อนข้างจะเร่งรีบและเร็วๆ อาจเป็นนิสัยที่ถูกสร้างขึ้นมาจากสังคมที่เราอยู่เป็นสังคมเมือง ตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัยทำกิจกรรม มาทำงานสื่อวิทยุ ทีวี รับงานพิธีกรหลายๆ รายการ และก็รีบๆ รับหลายๆ งาน แทบไม่มีเวลานั่งกินข้าวเลย เดินทางก็รีบไปหมด มันคงสร้างนิสัยสมาธิสั้น แต่พอมาฝึกโยคะ เราก็เริ่มเห็นว่ามีสมาธิยาวขึ้น และยิ่งบาดเจ็บ มันก็สอนให้เราผ่อนจังหวะช้าลงไปอีกและสามารถอยู่ในความสงบได้ แม้จะไม่ได้ไปนั่งนอนเล่นริมทะเลหรือตามทุ่งหญ้าป่าเขาก็ตาม แค่อยู่ในรถก็สามารถสงบตั้งสมาธิได้

ถ้ารีเลตกับคนบันเทิง เราคิดว่าหลายคนคงค้นพบจุดนี้ และมีช่วงเวลาที่ได้กลับมาอยู่กับตัวเอง อาจจะ 5-10 นาที แต่นั่นแหละปฏิเสธไม่ได้ว่า เรื่องรูปร่างก็มีส่วนเพราะแค่เล่นโยคะร้อน น้ำหนักลดได้ ซึ่งผู้หญิงต้องการ หุ่นเฟิร์มขึ้น และโยคะช่วยเรื่องระบบภายใน ความดันเลือด แก้มแดงขึ้นเลือดฝาดดีขึ้น หลายๆ คนเป็นโรคภูมิแพ้มาฝึกโยคะก็ดีขึ้นนะ เป็นหวัดน้อยลง ถ้าพูดถึงผลรูปธรรมก็ประมาณนี้ แต่ผลแง่นามธรรมก็แล้วแต่คน บางสายเขาเป็นสายจิตวิญญาณสุดๆ เช่น เป็นวีแกน (vegan) ไม่กินเนื้อสัตว์หรืออาหารที่เป็นผลิตภัณฑ์ที่มาจากสัตว์เลย กินแต่อาหารออร์แกนิค หรือสิ่งใดที่ทำแล้วทำให้ร่างกายผิดไปจาก norm เช่น หัวใจเต้นเร็วผิดปกติจะไม่ทำเลย ส่วนเราก็เอาพอดีๆ

@ บางคนเพิ่มโยคะมาเป็นตารางชีวิตแน่นมากขึ้น?

ตอนปาล์มเล่นสองปีแรกก็เป็นอย่างนั้นแหละ แต่อยากจะบอกว่า ขึ้นอยู่กับแต่ละคนว่าอยากฝึกโยคะเพื่อวัตถุประสงค์อะไร ถ้าอยากเติมตารางให้ชีวิตเต็มก็ทำได้ แต่ถ้าแน่นขนาดขับรถเลยบ้านเพราะเหนื่อยมาก หรืองบไม่พอก็ต้องดิ้นรนหาเงินมาจ่าย ก็ลำบากตัวเองอีก ควรจะเอาแบบที่เราสบายใจและสบายตัวมากกว่า สิ่งที่เราเตือนนักเรียนในคลาสได้คือ เตะขาสูงไปคอคุณจะหักนะ ให้ระวังดี และประเมินตัวเองด้วย ค่อยๆ เป็นค่อยไป

@ มีคำแนะนำสำหรับคนเริ่มต้นไหม?

อยากให้มาแบบทำตัวให้เป็นแก้วเปล่า รับฟัง แต่อาจจะทำยากเพราะอีโก้มีอยู่กับทุกคนแหละ แต่การฝึกอะไรก็ตามต้องลองถามตัวเองก่อนว่ามาเพื่ออะไร และเมื่อมาถึงห้องเรียนโยคะก็อยากให้ฟัง ลองฝึกและพิจารณาว่า มันใช่สำหรับตัวเองไหม ถ้าไม่ใช่ก็ควรหาวิธีใหม่ ถ้าใช่ก็ไปต่อเลย สุดท้าย ปาล์ม บอกถึงสิ่งที่ควรคาดหวังต่อโยคะว่า “โยคะไม่ใช่ยา แต่คือหนทางที่จะทำให้ร่างกายแข็งแร็งขึ้น เป็นวิธีบำบัดทางกายภาพที่อาจจะทำให้เราดีขึ้นได้”

ขอบคุณ : ภาพโดย ดารินทร์ รัตนะอักษรศิลป์

สถานที่ : Yoga Space Bangkok

แสดงความคิดเห็น เกี่ยวกับเรื่อง : ฐิตวินน์ คำเจริญ ครูโยคะบอกว่าโยคะไม่ทำร้ายใคร