ปิดเมนู
หน้าแรก

คอลัมนิสต์ญี่ปุ่นเจาะลึก : “ทีมชาติไทย.. จากจ้าวอาเซียนสู่ทีมชั้นนำของเอเชีย”

เปิดอ่าน 434 views

คอลัมนิสต์ญี่ปุ่นเจาะลึก : “ทีมชาติไทย.. จากจ้าวอาเซียนสู่ทีมชั้นนำของเอเชีย”

คอลัมนิสต์ญี่ปุ่นเจาะลึก : “ทีมชาติไทย.. จากจ้าวอาเซียนสู่ทีมชั้นนำของเอเชีย”

S! Sport

สนับสนุนเนื้อหา

พาไปชมข้อเขียนจาก ทัตสึนาริ ฮอนดะ คอลัมนิสต์จากเว็บไซต์ soccer-king.jp ของประเทศญี่ปุ่น ที่เขียนถึงฟุตบอลทีมชาติไทย กับสถานการณ์ปัจจุบันที่เป็น 1 ใน 12 ทีมสุดท้ายศึกฟุตบอลโลก 2018 รอบคัดเลือก โซนเอเชีย แถมยังร่วมกลุ่มเดียวกับญี่ปุ่นเองด้วย

ลองไปดูกันครับว่าสื่อจากประเทศชั้นนำของทวีปเขามีมุมมองต่อเรื่องนี้อย่างไร

———————————————————————-

ทีมชาติไทย จากจ้าวอาเซียนสู่ทีมชั้นนำของเอเชีย

ทีมชาติไทย อดีตเคยเป็นทีมชั้นนำแห่งทวีป เคยเอาชนะทีมญี่ปุ่นได้เมื่อครั้งอดีตอันเเสนยาวนาน แม้ว่านับตั้งแต่ปี 2000 ทีมชาติไทยได้เข้าสู่ยุคตกต่ำ แต่ในปัจจุบันพวกเขาได้พัฒนาและเติบโตขึ้นอย่างมาก และกำลังจะก้าวกลับเข้าสู่อดีตที่เป็นทีมทรงพลังและเเข็งแกร่ง

เรากำลังพูดถึงทีมหนึ่งที่น่าจับตามองที่สุดในขณะนี้ และผมอยากให้คุณได้มาติดตามพัฒนาการของพวกเขาตามลำดับ

การกลับมาท้าทายทีมชั้นนำของเอเชีย

ในวันที่ 17 ธ.ค.2016 ที่ผ่านมา ณ สนามราชมังคลากีฬาสถาน กรุงเทพฯ ทีมชาติไทยสามารถคว้าเเชมป์เอเอฟเอฟได้อีกหน และถือเป็นครั้งที่ห้าในรายการนี้ แม้ว่าในเกมเเรกพวกเขาจะปราชัยต่อทีมชาติอินโดนีเซียมาก่อน 1-2

แต่การกลับมาลงเล่นในบ้านต่อหน้าแฟนบอลมากถึง 45,000 คน ก็ทำให้พวกเขามีกำลังและสามารถกลับมาชนะในบ้านได้ 2-0 และคว้าแชมป์รายการนี้ได้สำเร็จ ประกาศให้ภูมิภาคอาเซียนได้รู้ว่า เขายังคงเป็นผู้นำในย่านนี้

เมื่อ 2 ปีก่อน ทีมไทยได้เริ่มเเสดงให้ทุกคนได้เห็นถึงระดับพัฒนาการที่ดีขึ้นอย่างรวดเร็ว เรื่มตั้งแต่รายการคัดเลือกโอลิมปิกในเดือนม.ค. การแพ้ญี่ปุ่นถึง 0-4 แม้ดูเหมือนเป็นสกอร์ที่ค่อนข้างห่าง แต่การเสมอได้ทั้งทีมซาอุฯและแม้กระทั่งเกาหลีเหนือ ซึ่งทั้ง 2 ทีมล้วนเป็นทีมระดับหัวเเถวของทวีป ก็แสดงให้เห็นว่าทีมชาติไทยมีการพัฒนาทีมที่รวดเร็วและดีขึ้นอย่างมาก

ยิ่งไปกว่านั้น ในฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก รอบสอง การเสมอทีมอิรักได้ทั้งไป-กลับ และเข้ารอบด้วยการมีอันดับที่ดีกว่าอิรัก ยิ่งเเสดงให้เห็นว่าพวกเขากำลังเเข็งแกร่งขึ้นกว่าเเต่ก่อน นี่เป็นอีกครั้งที่ทีมไทยสามารถทะลุเข้ามาเล่นในรอบแบ่งกลุ่ม รอบคัดเลือก รอบสุดท้าย ได้สำเร็จนับตั้งแต่ปี 2002 ที่ญี่ปุ่นเเละเกาหลีใต้ร่วมกันเป็นเจ้าภาพ

แม้ว่าในหนนั้น ทีมอย่างออสเตรเลียจะยังไม่ได้เข้ามาร่วมการเเข่งขันในโซนนี้และถือเป็นความโชคดีส่วนนึงในครั้งดังกล่าว ผมกำลังพูดถึงว่า การที่ทีมไทยได้เข้ามาในรอบนี้อีกหน ไม่ได้มาเพราะโชคช่วยหรอก แต่พวกเขามาด้วยรูปแบบการเล่นที่ฉลาดและพัฒนาขึ้น บางทีทีมนี้อาจกำลังจะกลายเป็นทีมที่เเข็งแกร่งระดับเอเชียในไม่ช้านี้ก็เป็นได้

ประเทศไทยเป็นประเทศที่คลั่งไคล้ในกีฬาฟุตบอลเป็นอย่างมาก หากมองย้อนไปในอดีต อาจกล่าวได้ว่าทีมไทยเคยเป็นทีมที่ทำผลงานได้ดีมาก นับรวมได้ 4 ครั้งที่ผมถือว่าเป็นที่สุดของกีฬาฟุตบอลระดับทวีปของไทย มันมาจากไหนล่ะ?

2 ครั้งในการทะลุเข้าสู่รอบสุดท้ายของการเเข่งขันโอลิมปิกในปี 1956 ที่เมลเบิร์น และปี 1968 ที่เม็กซิโก ซิตี้ และครั้งนึงในการได้อันดับที่ 3 ในเอเชี่ยน คัพ ในรอบ 72 ปีของพวกเขา และสุดท้ายก็เมื่อครั้งเจลีกพึ่งเริ่มต้นจัดการแข่งขันหมาดๆ ในโอลิมปิกที่นครลอส แองเจอลิส ทีมไทยเคยชนะทีมญี่ปุ่นได้ถึง 5-2 จากการทำแฮตทริกของสตาร์ดังอย่าง ปิยะพงษ์ ผิวอ่อน นั่นเป็นครั้งที่ทีมญี่ปุ่นเราต้องจดจำประวัติศาสตร์นี้ไปตลอด

ช่วงระหว่างปี 1990 จนถึงกลาง 2000 ทีมไทยถือเป็นตัวแทนของยุคอันโชติช่วงที่สุดในกีฬาฟุตบอล ในปี 1994 ทีมเยาวชนอายุไม่เกิน 17 ปีของพวกเขา สามารถทะลุเข้าสู่ฟุตบอลโลก รอบสุดท้าย เป็นครั้งแรกได้สำเร็จ

ไทยมีผู้เล่นอย่างเทิดศักดิ์ ใจมั่น ที่ลงเล่นในนามทีมชาติมากถึง 131 ครั้ง และทำสกอร์ได้มากกว่า 70 ประตู ถือเป็นนักเตะระดับตำนานของพวกเขา แฟนบอลของพวกเขาต่างขนานนามทีมในยุคนั้นว่าคือ “ดรีมทีม” ของการเเข่งขัน 5 รายการติดกันระหว่างช่วงปี 1992 จนถึง 2007

หลังจากยุคดังกล่าว ทีมไทยเข้าสู่ยุคเเห่งความตกต่ำ เมื่อนักเตะเจเนเรชั่นใหม่ไม่สามารถเข้ามาทดเเทนรุ่นพี่ได้ ความตื่นตัวในฟุตบอลน้อยลง นักเตะในนามทีมชาติเข้าร่วมการเเข่งขันเพียงแค่ลงเตะให้จบๆไปเท่านัั้น

ทีมชาติไทยกลายเป็นทีมที่แพ้บ่อยและดูน่าเบื่อ จนเป็นที่มาของแนวความคิด “กลับมาตั้งหลักกันใหม่” มีการเปลี่ยนชื่อฉายาของทีมใหม่เป็น “ช้างศึก” เพื่อกระตุ้นแฟนบอลและนักกีฬาให้ตื่นตัวและกลับมาช่วยกันผลักดันทีม

การจากไปของตัวแทนที่เป็นฮีโร่ของทีม

ในปี 2010 สตาร์ใหม่ของทีมเริ่มฉายเเววมากขึ้น เมื่อลีกภายในประเทศได้เริ่มต้นพัฒนาอย่างจริงจัง ในขณะที่ไทยเริ่มรู้ว่านักเตะเยาวชนของพวกเขาคือฐานโครงสร้างใหญ่ที่จะต่อยอดได้ในอนาคต แม้ว่าครั้งนั้นจะมีลีกภายในประเทศเป็นของตนเองเเล้ว แต่ก็ดูเหมือนว่าฟุตบอลยังไม่เป็นที่สนใจมากนักของประชาชนในประเทศ

14 ปีผ่านไปไวเหมือนโกหก ทีมไทยเกิดการเปลี่ยนแปลงหลายๆอย่าง และหนึ่งในนั้นคือการเปลี่ยนแปลงโค้ชทีมชาติ เมื่ออดีตตำนานนักเตะและกัปตันทีมอย่าง เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง ได้เข้ามารับหน้าที่ให้ทำทีมในปี 2014

เขาเซอร์ไพร์สแฟนบอลของพวกเขาด้วยการเรียกนักเตะดาวรุ่งหลายคน ที่ขณะนั้นยังไม่เป็นที่รู้จักมาติดทีมชาติชุดใหญ่และไม่มีแม้แต่เค้าโครงของสตาร์ดังเดิมหลงเหลืออยู่อีกเลย มีเพียงแค่ ธีรศิลป์ แดงดา คนเดียวที่เป็นศูนย์หน้าที่พอมีชื่ออยู่บ้าง

และนั่นคือที่มาของการฉายเเววนักเตะไทยใหม่ๆหลายคน ทั้ง ชนาธิป สรงกระสินธ์ ที่แฟนบอลของพวกเขาเรียกกันว่า “เมสซี่เจ” หรือเเม้กระทั่งแบ็คซ้ายจอมลุยอย่าง ธีราทร บุญมาทัน ที่ปัจจุบันถือเป็นหัวใจในแนวรับของทีม ขณะนั้นทั้งสองคนถือว่ายังอายุน้อยมาก

การได้มาซึ่งตำแหน่งอันดับ 4 ในเอเชี่ยนเกมส์ ที่อินชอน และเเชมป์เอเอฟเอฟในรอบ 12 ปีอีกครั้งหลังจากเกียรติศักดิ์เข้ามาได้ไม่นาน ส่งผลอย่างมากต่อฟุตบอลไทย แฟนบอลไทยตื่นตัวมากขึ้น

และในปีต่อมาที่ซีเกมส์ ครั้งนั้นอาจกล่าวได้ว่้านี่คือรายการโอลิมปิกของภูมิภาค เมื่อการเเข่งขันถูกจำกัดอายุผู้เล่นให้ไม่เกิน 23 ปี โดยโค้ชเกียรติศักดิ์จัดเเจงใช้ผู้เล่นอายุไม่เกิน 23 ปีตามกฎลงเเข่งขันในรายการดังกล่าว และสามารถยิงได้มากถึง 24 ประตูเเละเสียเพียงประตูเดียว นี่คือผลงานที่เกินระดับอาเซียนไปเเล้ว

โมเมนตั้มของทีมยังคงดีอย่างต่อเนื่อง ในปีต่อมาเมื่อการคัดเลือกโอลิมปิกที่จะไปเล่นรอบสุดท้ายที่นครริโอ เดอ จาเนโร บวกกับรายการคัดเลือกฟุตบอลโลก รอบสอง ทีมไทยยังคงทำผลงานได้ดีอย่างต่อเนื่อง โดยในรายการหลังขึ้นเป็นผู้นำและจบด้วยการไม่แพ้ใครเลยในกลุ่ม ถือเป็นข้อที่น่าสนใจ

โอเค การเสมออิรักได้ในบ้านของพวกเขาอาจฟังดูไม่แปลกใจเท่าไรนัก แต่การลงเล่นที่เตหะรานและเสมออิรักที่นั่นได้แบบน่าชนะด้วยซ้ำเป็นอะไรที่ค่อนข้างจะเซอร์ไพร์สไม่น้อย

ครั้งนั้นแม้ว่าอิรักเองจะออกนำในช่วงพักครึ่ง แต่ลูกทีมของเกียรติศักดิ์ก็ลงเล่นและกลับมาแซงนำได้ในช่วงครึ่งหลังเช่นกัน ก่อนทีมอาหรับจะตามตีเสมอชนิดที่ว่าน้ำลายเหนียวคอในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ นี่เป็นเกมที่พิสูจน์ให้เห็นว่าทีมไทยไม่เหมือนแต่ก่อนที่จะมัวเเต่ตั้งรับเวลาเจอทีมที่เหนือกว่าอีกเเล้ว

ทีมชาติไทยกำลังจะกลับมายิ่งใหญ่และเเข็งเเกร่ง เมื่อทุกครั้งที่ทีมของพวกเขาลงเล่นในบ้าน จะมีแฟนบอลอย่างน้อย 4 หมื่นคนให้การสนับสนุนเขาในสนาม และอีกมากมายภายนอกผ่านการถ่ายทอดสด ยิ่งเป็นในรายการสำคัญๆอย่างฟุตบอลโลก เราเเทบไม่เห็นเก้าอี้ว่างในสนามเสียด้วยซ้ำ เพราะตั๋วขายหมดไปเรียบร้อยตั้งแต่วันแรกๆ นี่อาจกล่าวได้ว่าไทยกำลังจะมี “ดรีมทีม 2” เกิดขึ้นอีกครั้ง

การไปบอลโลกให้ได้ซักครั้งถือเป็นความหวังอันสูงสุด

ด้วยตารางคะเเนนปัจจุบันในรายการคัดเลือกฟุตบอลโลก รอบสาม ไทยอยู่บ๊วยของกลุ่ม เก็บได้เพียงเเต้มเดียวและเเพ้มากถึง 4 นัด แถมยังเป็นทีมที่เสียประตูมากที่สุดในบรรดา 12 ทีมที่อยู่ในรอบเดียวกันนี้ นี่เเสดงให้เห็นถึงปัญหาในเกมรับของพวกเขา และเเสดงให้เห็นว่าทีมของเขายังขาดประสบการ์ณที่มากพอในรายการระดับทวีป การรับมือกับทีมที่มีประสบการณ์เหนือกว่าพวกเขามาก ดูเหมือนจะเป็นโจทย์ที่ยากสำหรับไทย

อย่างไรก็ตาม หากลองมองย้อนดูกลับไปในเเต่ละเกมที่ไทยลงเล่น จะเห็นได้ว่ามันอาจไม่ค่อยมีโชคมากนัก เเละไทยเองมักเสียสมาธิอยู่บ่อยๆ เกมกับซาอุฯเอง บอกอย่างนั้นกับเรา การเสียประตูในช่วงท้ายเกมในนาทีที่ 84 ด้วยจุดโทษ และทำให้ทีมกลับออกมาเเบบมือเปล่า เเสดงให้เห็นว่าทีมของพวกเขายังไม่สามารถรับมือกลับสถานการณ์ที่ต้องอาศัยสมาธิตลอดทั้งเกมได้

แม้ว่าในเกมดังกล่าวทีมไทยทำได้ดีถึงดีมาก และดูเหมือนว่าเขาน่าจะต้องมีเเต้มในเกมนั้น การรับมือกับทีมญี่ปุ่นในนัดต่อมาก็เช่นกัน ทีมไทยมีฝันร้ายกับการเจอทีมญี่ปุ่นเสมอ และลงเล่นด้วยความกลัวๆกล้าๆ จนสุดท้ายก็เเพ้ไปในที่สุด

เฉกเช่นเดียวกับการลงเล่นกับทั้งยูเออีและอิรัก คู่ต่อสู้ที่ดูเหมือนว่าน่าจะพอสู้ได้ แต่ไทยเองก็ยังดูเหมือนยังเสียศูนย์ เหมือนคนเมาหมัด และสุดท้ายก็เเพ้ไปในที่สุดเช่นกัน การเล่นในเกมสุดท้ายต่างกันกับใน 4 เกมเเรก เมื่อสถานการ์ณในช่วงเวลานั้นต่างกันออกไป ทีมไทยลงเล่นด้วยความฮึกเหิมและเริ่มต้นด้วยการจู่โจมผู้มาเยือนอย่างต่อเนื่องโดยไม่สนว่าเขาคือ ออสเตรเลีย เเชมป์ทวีปเอเชีย

นั่นเป็นสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงทัศนคติในการเล่นจนนำไปสู่ชัยชนะ ทำให้ทีมจากเเดนจิงโจ้เกือบเอาตัวไม่รอดและกลับออกมาด้วยมือเปล่าหากไม่ได้ 2 จุดโทษคอยช่วยไว้

ความน่าจะเป็นในเวลานี้สำหรับตั๋วไปรัสเซียของไทยดูเหมือนว่าจะน้อยมาก แต่หากมองไปถึงอนาคตที่กาตาร์ในหนหน้าปี 2022 ทีมไทยจะเป็นอีกทีมที่น่าจะเข้ามาเล่นในรอบคัดเลือก รอบสุดท้าย นี้ได้อีกหนสำเร็จ เพราะการพัฒนาของลีกในประเทศ, สภาพเศรษฐกิจของประเทศ, การสนับสนุนของฐานแฟนบอลของพวกเขา

การเปลี่ยนแปลงส่วนใหญ่ถูกมองลึกลงไปในระบบสถาพเเวดล้อมในการเทรนนิ่ง เมื่อหลายสโมสรในไทยต่างเน้นในการพัฒนาเยาวชนของทีม เห็นได้จากการสร้างอะเคเดมี่ ยิ่งไปกว่านั้นการได้รับการสนับสนุนจากสโมสรเลสเตอร์ ซิตี้ โดยคุณวิชัย ศรีวัฒนประภา ประธานสโมสร ที่ต้องการเห็นการพัฒนาเยาวชนไทย ก็ถือเป็นแรงกระตุ้นที่สำคัญของรากฐานฟุตบอลไทยและเป็นที่มาของวัตถุดิบชั้นดีในอนาคตสู่ทีมชุดใหญ่

โครงการ ยังไทย ยังทาเล้นท์ บาย เลสเตอร์ ตอบโจทย์ในข้อนี้ได้เป็นอย่างดี และความร่วมมือกันระหว่างสมค.ไทยและญี่ปุ่น รวมไปถึงเจลีกเอง ก็ยังก่อให้เกิดการเชื่อมโยงกันแบบมีนัยสำคัญ เราอาจได้เห็นการโอนย้ายนักเตะระหว่างไทยลีกและเจลีกมากขึ้นกว่าเดิมในอนาคต

“นักเตะไทยหลายคนมีทักษะที่ดีและสามารถเล่นบอลได้อย่างคล่องแคล่ว และพาบอลไปในที่แคบได้ดี ทีมไทยเป็นทีมที่มีศักยภาพในการพัฒนาทีม ทั้งระบบเทคโนโลยี, แนวทางการเล่นพื้นฐาน เพียงแต่ยังขาดความสม่ำเสมอ ดังนั้นการผลักดันและเทรนนิ่งที่ีดีจะต้องเข้ามาช่วยเสริมในจุดนี้ ซึ่งจุดที่ผมกล่าวนี้หากได้รับการดูเเลอย่างมืออาชีพก็จะสามารถทำให้ไทยเป็นทีมที่มีการเล่นเป็นมาตรฐานของตัวเองที่ดีอย่างคงทนถาวรได้ในอนาคตเเน่นอน” มาซาโอะ คิบะ แอมบาสเดอร์ประจำเจลีก ญี่ปุ่นกล่าวกับเรา

แน่นอนว่า ในตลาดนักเตะ นักเตะไทยจะเป็นที่นิยมมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เห็นได้จากการที่ไทยมีนักเตะอย่าง ธีรศิลป์ แดงดา ผู้ที่เคยไปสัมผัสบรรยากาศที่สเปนกับอัลเมเรียมาเเล้ว และเเม้กระทั่งดีลใหญ่อย่างชนาธิป กับซัปโปโร ก็ชี้ให้เห็นในข้อนี้ได้ดีว่า นักเตะไทยกำลังเป็นที่สนใจของบรรดาสโมสรในระดับชั้นนำทวีป แม้ว่าเจ้าตัวจะมาเล่นในเลกสองในช่วงก.ค.นี้ก็ตาม

และหากมันยังคงเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ แน่นอนว่านักเตะไทยจะออกไปกอบโกยประสบการณ์ในต่างประเทศกับทีมชั้นนำในทวีปมากขึ้น และจะส่งผลดีต่อทีมชาติตามลำดับ ในอนาคตการไปฟุตบอลโลก รอบสุดท้าย อาจไม่ใช่ฝันสำหรับพวกเขาอีกต่อไป

การต่อสู้กับทีมชาติไทย ทีมที่กำลังจะขึ้นมาเป็นทีมชั้นนำของทวีปได้เริ่มต้นขึ้นแล้วอีกครั้ง!

———————————————————————-

เรื่องโดย Tatsunari HONDA
ที่มา: https://www.soccer-king.jp/news/media/jsk-news/20170210/551047.html
เครดิตการแปล akinson149

TAGS ที่เกี่ยวข้อง

แสดงความคิดเห็น เกี่ยวกับเรื่อง : คอลัมนิสต์ญี่ปุ่นเจาะลึก : “ทีมชาติไทย.. จากจ้าวอาเซียนสู่ทีมชั้นนำของเอเชีย”