7 เรื่องที่ต้องพิจารณาสักนิด ก่อนคิดจะซื้อรถ

เปิดอ่าน 79 views

7 เรื่องที่ต้องพิจารณาสักนิด ก่อนคิดจะซื้อรถ

7 เรื่องที่ต้องพิจารณาสักนิด ก่อนคิดจะซื้อรถ

AomMoney

สนับสนุนเนื้อหา

  1. ปัจจุบัน รถเปรียบเสมือนปัจจัยลำดับที่ 5 ในชีวิต เพราะการคมนาคมขนส่งสาธารณะในบ้านเรายังไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร แต่ไม่ว่าจะจำเป็นแค่ไหน ก็มีหลายปัจจัยที่ต้องนำมาคิดก่อนตัดสินใจซื้อรถอยู่ดี
  2. ปัจจัยที่แนะนำให้นำมาคิดมีอยู่ 7 ข้อ คือ ราคาและภาระหนี้สิน, ค่าใช้จ่ายต่างๆ, ความสะดวกสบาย, เวลาที่ใช้ในการเดินทาง, ประโยชน์ในการสร้างรายได้, ขนาดของครอบครัว และแรงจูงใจส่วนตัว
  3. การตัดสินใจ สามารถนำหลักการ Decision Matrix มาช่วยในการตัดสินใจได้ โดยให้น้ำหนักความสำคัญของแต่ละปัจจัย และให้คะแนนในแต่ละปัจจัยของแต่ละทางเลือก นำน้ำหนักและคะแนนมาคูณกัน แล้วรวมค่าที่ได้ทั้งหมด สุดท้าย ตัดสินใจจากตัวเลือกที่ได้คะแนนมากกว่า
  4. ไม่ว่าการตัดสินใจซื้อรถ จะมีปัจจัยมากน้อยแค่ไหน แต่ปัจจัยที่สำคัญที่สุด ยังคงเป็นเรื่องของภาระหนี้สินและค่าใช้จ่าย ที่เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด เพราะถึงแม้เราจะมีแรงจูงใจ หรือมีความจำเป็นต้องซื้อรถขนาดไหน แต่ถ้าปัจจุบันเรายังไม่มีศักยภาพพอที่จะซื้อ แต่ยังดึงดันที่จะซื้อ ปัญหาทางการเงินจะตามมาอย่างแน่นอน

“รถยนต์” ถือเป็นเป้าหมายการเงินลำดับต้นๆของใครหลายๆคน เพราะอย่างที่ทราบกันดีว่า การคมนาคมขนส่งสาธารณะของบ้านเรานั้น ยอดเยี่ยมขนาดไหน (ละไว้ในฐานที่เข้าใจ) จนทำให้คนส่วนใหญ่หันมาคิดจะซื้อรถใช้กันเพื่อความสะดวกสบายส่วนตัว นอกจากนั้น ก็อาจจะมีเรื่องภาพลักษณ์ หรือหน้าตาทางสังคมเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือ หลายคนซื้อรถโดยดูแต่ความต้องการ และประโยชน์การใช้งานเป็นหลัก แต่ละเลยเรื่องของต้นทุน หรือสิ่งที่ต้องเสียไป จนทำให้แบกรับภาระไม่ไหว ทั้งเรื่องของหนี้สิน และค่าใช้จ่าย จนกลายเป็นผลร้ายต่อการเงินส่วนตัวของตัวเอง

ดังนั้น เพื่อไม่ให้ซื้อรถแล้วมีปัญหาการเงิน ผมจึงขอแนะนำให้ต้องคิดถึงปัจจัยต่างๆเหล่านี้ทั้ง 7 เรื่อง และวิธีการตัดสินใจ เพื่อให้แน่ใจว่า การซื้อรถคือทางออกที่ดีที่สุดสำหรับเราจริงหรือไม่ และถ้าจะซื้อแล้ว ควรบริหารจัดการยังไง เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาทางการเงินตามมาครับ

ปัจจัย 7 เรื่องที่ต้องคิดก่อนซื้อรถ

1. ราคาและภาระหนี้สิน (ค่างวดผ่อนต่อเดือน)

ถือเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดที่ต้องนำมาคิดในการซื้อรถ เพราะถึงแม้เราจะสรุปได้แล้วว่า รถจำเป็นและมีประโยชน์กับเราจริงๆ แต่ถ้าซื้อหรือผ่อนไม่ไหว ยังไงก็ต้องยอมตัดใจ เพราะเชื่อเถอะว่า ถ้ายังดื้อซื้อรถทั้งๆที่เราความสามารถไม่ถึง อนาคตชีวิตจะลำบากยิ่งกว่าตอนไม่มีรถแน่นอน หลักการคิดเบื้องต้นง่ายๆคือ

– ถ้าจะซื้อรถด้วยเงินสด ราคารถไม่ควรเกินประมาณ 20% ของมูลค่าทรัพย์สินที่เรามี (เช่น ถ้าอยากซื้อรถราคา 600,000 บาทด้วยเงินสด เราควรมีเงินหรือทรัพย์สินสุทธิ (หักหนี้แล้ว) ไม่ต่ำกว่า 600,000/0.20 = 3,000,000 บาท)

– ถ้าจะซื้อรถด้วยเงินผ่อน เงินผ่อนต่อเดือน เมื่อรวมกับเงินผ่อนระยะสั้นอื่นๆ (เช่น หนี้บัตรเครดิตทั้งยอดในเดือนนั้น) ไม่ควรเกินประมาณ 30% ของรายได้เฉลี่ยต่อเดือน (เช่น เงินเดือน 25,000 ก็ไม่ควรผ่อนเกินเดือนละ 25,000 x 0.30 = 7,500 บาท ในกรณีที่ไม่มีหนี้สินระยะสั้นอื่นๆ) และถ้ามีหนี้บ้านด้วย ยอดเงินผ่อนหนี้สินทั้งหมดต่อเดือน (เงินผ่อนรถต่อเดือน + เงินผ่อนบ้านต่อเดือน + เงินผ่อนอื่นๆ) ไม่ควรเกินประมาณ 40% ของรายได้ต่อเดือน (ลองคิดดูว่า ได้เงินมาแต่ละเดือน เราจะเหลือเงินไว้ใช้เองเกินครึ่งมานิดเดียว แค่นั้นก็หนักแล้วครับ)

ซึ่งถ้าใช้วิธีคิดแบบนี้ โดยเอาเงินผ่อนที่เหมาะสมเป็นที่ตั้ง ก็จะทำให้เราคิดย้อนกลับไปได้ว่า ราคารถที่เหมาะสมที่เราซื้อได้ ควรจะเป็นเท่าไหร่ ก็จะช่วยให้เราเลือกซื้อรถได้เหมาะสมกับฐานะ ไม่เกินตัว โดยวิธีคิดคือ

– ราคารถที่เหมาะสม = (เงินผ่อนต่อเดือน x จำนวนเดือนที่ผ่อน)/(1+ดอกเบี้ย) x %ยอดเงินกู้)

เช่น ถ้าเราผ่อนต่อเดือนไม่เกิน 7,500 และจะผ่อน 6 ปี (72 เดือน) ดอกเบี้ยกู้รถอยู่ที่ 3.50% ต่อปี และจะกู้ 90% ของราคารถ (ดาวน์ 10%) ดังนั้น ราคารถที่เหมาะสม ไม่ควรจะเกิน (7,500 x 72)/[(1+0.035) x 0.90] = 579,710 บาท หรือประมาณ 580,000 บาท นั่นเอง

2. ค่าใช้จ่ายต่างๆ

หลายคิดพอคิดจะซื้อรถ ก็ดูแต่ราคารถ หรือราคาผ่อนแต่เพียงอย่างเดียว พอคำนวณได้ว่าผ่อนไหว ก็คิดว่าจะซื้อได้เลย แต่ช้าก่อน ในความเป็นจริงพอเรามีรถแล้ว จะมีค่าใช้จ่ายอื่นๆตามมาอีกมาก ตัวอย่างเช่น

  • ค่าพ.ร.บ.และประกันรถยนต์ โดยค่าพ.ร.บ. จะอยู่ที่ประมาณ 600-1,200 ต่อปี ขึ้นอยู่กับประเภทและการใช้งาน ส่วนประกันรถยนต์ ถ้าเป็นประกันชั้น 1 ก็ประมาณ 12,000 บาท ต่อปีขึ้นไป สมมติว่า คิดที่ค่าพ.ร.บ. 600 บาท และ ค่าประกันรถ 12,000 บาท ต่อปี
  • ค่าต่อทะเบียนรายปี 1,500-3,000 บาทต่อปี ขึ้นอยู่กับขนาดเครื่องยนต์ สมมติว่าคิดที่ 1,500 บาทต่อปี
  • ค่าบำรุงรักษา ตั้งแต่ 5,000 บาทต่อปีขึ้นไป ตามระดับของรถ สมมติว่าคิดที่ 5,000 บาทต่อปี
  • ค่าเปลี่ยนยาง ทุกๆ 2 ปี หรือประมาณ 50,000 กิโลเมตร อยู่ที่ประมาณ 10,000-20,000 บาทต่อ 4 เส้น สมมติว่าคิดที่ 15,000 บาท ทุกๆ 2 ปี (หรือเฉลี่ยปีละ 15,000/2 = 7,500 บาท)
  • ค่าน้ำมัน สมมติว่าคิดที่ประมาณ 4,000 บาทต่อเดือน หรือ 48,000 บาทต่อปี
  • ค่าทางด่วน สมมติว่าคิดที่ประมาณ 1,000 บาทต่อเดือน หรือ 12,000 บาทต่อปี
  • ค่าที่จอดรายเดือน สมมติว่าคิดที่ประมาณ 800 บาทต่อเดือน หรือ 9,600 บาทต่อปี
  • ค่าล้างรถ สมมติว่าคิดที่ประมาณ 200 บาทต่อครั้ง ล้างทุกๆ 2 เดือน รวมแล้วประมาณ 1,200 บาทต่อปี

ดังนั้น เมื่อลองคิดดูคร่าวๆแล้ว สำหรับรถทั่วไป (ราคาประมาณ 500,000-600,000 บาท) เราจะมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อปี (ไม่รวมค่าผ่อน) รวมทั้งหมดประมาณ 600+12,000+1,500+5,000+7,500+48,000+12,000+9,600+1,200 = 97,400 บาท หรือเกือบๆปีละ 100,000 บาท +- เลยทีเดียว (ขนาดยังไม่ได้รวมค่าใช้จ่ายอื่นๆที่อาจจะเกิดขึ้นอีก เช่น ค่าปรับ,ค่าที่จอดรายครั้ง ฯลฯ)

ซึ่งถ้าเราจะซื้อรถทั่วไปราคา 400,000-600,000 บาท โดยผ่อน 6 ปี เท่ากับว่า ใน 6 ปีนั้น เราต้องเตรียมเงินถึงประมาณ 1,000,000 บาทขึ้นไป เลยทีเดียว ถ้ารถราคาแพงกว่านี้ ก็ต้องเตรียมมากกว่านี้ (เห็นตัวเลขนี้แล้ว พอจะมีสติก่อนจะซื้อขึ้นมาบ้างรึยังล่ะครับ?)

หลังจากเราดูเรื่องของราคาและต้นทุนที่จะเกิดขึ้นกรณีถ้าเราซื้อรถไปแล้ว ทีนี้เราก็ต้องมาดูต้นทุนของการไม่ซื้อรถกันบ้าง ว่าถ้าเราต้องเดินทางเอง ตัวเลือกอื่นๆคืออะไร? (นั่งมอเตอร์ไซค์, รถเมล์, แท็กซี่, รถไฟฟ้า) จะมีค่าใช้จ่ายต่อเดือนหรือต่อปี ประมาณเท่าไหร่? เพื่อที่จะได้สามารถเปรียบเทียบได้นั่นเอง

3. ความสะดวกสบายในการเดินทาง

ต้องเทียบกันว่า ระหว่างใช้รถ กับไม่ใช้รถ เรามีความสะดวก หรือมีข้อดีข้อเสียต่างกันมากน้อยแค่ไหน? เช่น ใช้รถอาจจะสะดวกตรงที่สามารถเดินทางได้เลยโดยไม่ต้องรอ ไม่ต้องเบียดเสียดกับคนอื่น แต่ต้องเผชิญกับรถติดบนท้องถนน และอาจจะหาที่จอดยาก (ดังนั้นต้องดูด้วยนะครับว่า บ้านเรามีที่จอดรถส่วนตัวไหม หรือที่ที่เราเดินทางไปบ่อยๆมีที่จอดไหม เพราะที่ปัจจุบันที่จอดรถหายากมาก) ขณะที่ถ้าไม่ใช้รถ เราอาจจะใช้รถไฟฟ้าแทนได้ ไม่ต้องเจอรถติด ไม่ต้องกังวลเรื่องที่จอด แต่ก็ต้องรอขบวนรถ (หรือรอรถเมล์) และต้องเบียดเสียดกับคนอื่น เป็นต้น

4. เวลาที่ใช้ในการเดินทาง

ถ้าไม่ใช้รถ แล้วเราต้องเดินทางไปทำงานเองโดยใช้ขนส่งสาธารณะ จะใช้เวลาเดินทางต่อวันประมาณกี่ชั่วโมง เมื่อเทียบกับถ้าเราต้องขับรถ ดังนั้น ต้องดูด้วยนะครับว่าย่านที่เราอยู่อาศัยหรือเส้นทางที่เราใช้ประจำรถติดขนาดไหน ใกล้รถไฟฟ้ารึเปล่า?

5. ประโยชน์ในการทำงานหรือสร้างรายได้

นอกจากเรื่องความจำเป็นแล้ว ลองดูว่า การซื้อรถสร้างประโยชน์อะไรเพิ่มเติมให้เราได้หรือไม่? สำหรับบางคน ถ้ามีรถแล้ว อาจจะช่วยสร้างรายได้เพิ่มได้มากมาย กว่าการไม่ใช้รถ เช่น ใช้รถเพื่อเดินทางไปหาลูกค้าหลายราย หรือรายใหญ่ๆ ปิดงานได้แล้วจะมีรายได้เข้ามามาก และเมื่อหักกลบกับค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการมีรถ สุทธิแล้วอาจจะได้กำไร หรือเสียค่าใช้จ่ายและเวลาน้อยกว่าการไม่ใช้รถ ถ้าแบบนี้ก็ถือว่าคุ้มที่จะซื้อครับ

6. ขนาดของครอบครัว

ถ้าเราต้องเดินทางคนเดียว เราอาจยอมลุยขึ้นรถเมล์ ต่อรถไฟฟ้า นั่งมอเตอร์ไซค์ ได้ไม่ลำบากเท่าไหร่ แต่ถ้าเราต้องเดินทางพร้อมกันหลายคน ทั้งสามี/ภรรยา ไหนจะลูกๆอีก (บางครอบครัวอาจจะมีคุณพ่อคุณแม่อยู่ด้วยอีก) ถ้าไม่มีรถเราจะเดินทางลำบากไหม? ปลอดภัยรึเปล่า? ดังนั้น ถ้าเรามีครอบครัวแล้ว ความจำเป็นที่จะต้องพิจารณามีรถเป็นของตัวเอง ก็อาจจะมีสูงขึ้นตามไปด้วยเช่นกัน

7. ความชอบและแรงจูงใจส่วนตัว

ข้อสุดท้าย อาจจะไม่ใช่เรื่องของเหตุผล แต่เป็นเรื่องของอารมณ์ล้วนๆ ว่าเราอยากได้รถยี่ห้อไหน รุ่นอะไร เพราะความชอบส่วนตัว สำหรับบางคน การมีรถเป็นเป้าหมายทางการเงิน อาจจะเป็นเรื่องของความต้องการ มากกว่าความจำเป็น ในแง่ดี มันก็อาจจะเป็นความฝัน ที่ช่วยให้เรามีแรงผลักดันในการทำงาน เปลี่ยนแปลงชีวิต หรือในการพัฒนาตัวเองมากขึ้นก็เป็นได้ แต่ก็ควรจะใช้จุดนี้ให้ถูกทาง ไม่ลุ่มหลงจนหน้ามืด โดยดูเรื่องเหตุผลทางการเงินควบคู่กันไปด้วย

เมื่อเราตัดสินใจในแต่ละเรื่องได้แล้ว ซึ่งบางข้อ การซื้อรถอาจจะดีกว่า แต่บางข้อ การไม่ซื้อก็อาจจะดีกว่า แล้วสุดท้ายเราควรจะตัดสินใจอย่างไร? วิธีที่จะช่วยในการตัดสินใจ คือใช้สิ่งที่เรียกว่า “Decision Matrix” โดยมีวิธีใช้อยู่ 4 ขั้นตอนง่ายๆ ดังนี้ ครับ

 
  1. กำหนดน้ำหนักของแต่ละปัจจัยเป็น % ว่าในและเรื่อง เราให้ความสำคัญกับเรื่องไหนมากที่สุด ไล่เรียงลงมา (ถ้าสำคัญมาก ก็ให้น้ำหนักมาก) ให้น้ำหนักรวมของทุกข้อรวมกันได้ 100%
  2. ให้คะแนนในแต่ละข้อว่า เต็ม 10 แล้ว เรื่องนี้จะให้คะแนนเท่าไหร่
  3. ให้เอาน้ำหนักคูณกับคะแนนในแต่ละเรื่อง
  4. รวมค่าทั้งหมดที่ได้ในตัวเลือกนั้น แล้วดูว่า ตัวเลือกไหนมีคะแนนรวมมากกว่า ก็เลือกตัวเลือกนั้นครับ

ซึ่งในการตัดสินใจเลือกซื้อรถ ผมขอแนะนำและเน้นย้ำเลยว่า ต้องให้น้ำหนัก หรือความสำคัญเรื่องราคาหรือเงินผ่อนค่ารถ มาเป็นอันดับ 1 ซึ่งข้อนี้แน่นอนว่า กรณีไม่ซื้อรถจะต้องได้คะแนนเต็ม 10 (เพราะไม่ต้องเสียเงินซื้อรถ) แต่ถ้าซื้อ ต้องดูว่าซื้อได้ไหมตามเงื่อนไขในข้อที่ 1 ถ้าซื้อไม่ได้ (เงินผ่อนมากกว่า 30% หรือ 40%) ก็ต้องให้ 0 คะแนนไปเลย แต่ถ้าน้อยกว่า 30% หรือ 40% มากๆ ก็ให้คะแนนเพิ่มขึ้น ส่วนข้ออื่นๆ ก็ให้ลองประเมินเอา ตามตัวอย่าง ดังนี้

กรณีสมมติ : เพศชาย อายุ 35 ทำงานอาชีพเซล รายได้ประมาณ 40,000 บาทต่อเดือน พิจารณาซื้อรถราคา 600,000 บาท (ผ่อนต่อเดือนประมาณ 7,700 บาท ไม่มีภาระหนี้สินอื่น (19.25% ของรายได้) มีภรรยา และลูก 1 คน อาศัยอยู่ย่านที่ค่อนข้างไกลจากรถไฟฟ้า

 

กรณีนี้ คะแนนรวมกรณีซื้อรถ สูงกว่า กรณีไม่ซื้อรถ ดังนั้น ควรตัดสินใจซื้อรถ คุ้มค่ากว่า

เห็นไหมล่ะครับว่า ในการที่เราจะตัดสินใจซื้อรถสักคัน อาจจะมีหลายเรื่องให้เราต้องคิดมากกว่าแค่เรื่องความอยาก ความจำเป็น หรือเรื่องราคา แต่เพียงอย่างเดียว ดังนั้น ก่อนจะตัดสินใจซื้อ เราอาจจะต้องพิจารณาให้ถี่ถ้วนกว่าที่คิด ด้วยการใช้นำเรื่อง Decision Matrix มาช่วยให้การตัดสินใจได้ ซึ่งเราอาจจะทำวิธีนี้ ไปใช้กับการตัดสินใจซื้อ รถมอเตอร์ไซค์ ซื้อบ้าน หรือการตัดสินใจเรื่องอื่นๆได้อีกด้วยนะครับ

แต่ไม่ว่าจะยังไงก็ตาม อย่าลืมว่า ความสามารถในการรับภาระหนี้สินและค่าใช้จ่ายของเรา ก็ยังคงเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้ไม่เกิดปัญหาการเงินตามมาอยู่ดีนะครับ สวัสดีครับ 🙂

 

ins1
by Insuranger

แสดงความคิดเห็น เกี่ยวกับเรื่อง : 7 เรื่องที่ต้องพิจารณาสักนิด ก่อนคิดจะซื้อรถ